การกู้เงินให้ผ่าน

การกู้เงินให้ผ่าน 10 ข้อ
จากข้อมูลส่วนใหญ่ แล้วการที่จะกู้ผ่านไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้คือ
1. บัญชีบริษัท
2. การเก็บข้อมูลบริษัท
3. เป้าหมายโครงการ
4. หลักประกัน
5. ความเหมาะสมการขอกู้
6. ข้อมูลในโครงการ
7. ประสพการณ์
8. สัดส่วนการลงทุน
9. ผู้กู้ขาดการชำระหนี้หรือไม่
10. หลักฐานในการกู้
โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถหาได้จากบทความภายใน Blog นี้

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การกู้เงิน ไม่ผ่าน 10 ข้อ

การกู้เงิน

ทำไมถึงกู้เงินไม่ผ่านสักที โดยปกติทั่วไป ธนาคารและสถาบันการเงินจะมีหลักเกณฑ์การ

พิจารณาวงเงินกู้จากวัตถุประสงค์ของการกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระ โดยดูจากฐานะทางการเงิน อาชีพ รายได้ มูลค่าหลักทรัพย์ ฯลฯ

หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงหลักเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินอาจไม่อนุมัติให้กู้เงินก็ได้ เนื่องจากผู้ขอกู้ติดปัญหาในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้เงินจึงควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขอกู้

ปัญหา 10 ประการที่ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ พอจะสรุปได้ ดังนี้

1. ผู้ขอกู้ไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจนและแน่นอน นั่นคือ เงินที่เข้าออกของกิจการไม่มีการจัดทำในรูปบัญชีอย่างชัดเจน เจ้าของกิจการบางราย เมื่อได้เงินมา ก็ใช้จ่ายเงินไป เจ้าของกิจการไม่มีการจดบันทึกสต็อกสินค้า รายรับ/รายจ่ายต่างๆ เพื่อรายงานกับนักการเงิน

2. ผู้ขอกู้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล / ตัวเลขของกิจการไว้

3. เป้าหมายของโครงการไม่ชัดเจน หรือเจ้าของกิจการตัดสินใจไม่แน่นอน เช่น ผู้ขอกู้ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอะไร จำนวนเท่าใด

4. ผู้ขอกู้ขาดหลักประกัน

5. การขอกู้ขาดความเหมาะสม เช่น โครงสร้างการลงทุนไม่มีความเหมาะสม เป็นต้น

6. ผู้ขอกู้ขาดข้อมูล เช่น บางรายการในโครงการยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

7. ผู้ขอกู้ขาดประสบการณ์ คือ ผู้ขอกู้ไม่มีผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์มาช่วยดำเนินธุรกิจ

8. สัดส่วนการลงทุนไม่สมดุล เงินทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ เงินของกิจการและเงินกู้โดยทั่วไป อัตราส่วนเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการควรเป็น 50 : 50 แต่ถ้าเป็นกิจการใหม่ควรมีอัตราส่วนเงินลงทุน 70 : 30

9. ผู้ขอกู้ขาดการชำระหนี้ นั่นคือ ผู้ขอกู้มีหนี้สินผูกพันอยู่ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ขอกู้ต้องแสดงเหตุผลชัดเจน เพราะสถาบันการเงินจะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้

10. ผู้ขอกู้ขาดหลักฐานในการกู้ ที่จะสามารถตรวจสอบได้

จะเห็นได้ว่าการอนุมัติวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรายได้ ฐานะทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ ผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจ หรือขยายกิจการแล้ว ถ้าต้องการเงินลงทุน จึงควรตรวจสอบถึงปัญหาต่างๆ ในการขอกู้เงินตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น เพื่อให้การกู้ในครั้งนี้ผ่านได้ง่ายขึ้น

ทำไมถึงกู้เงินไม่ผ่านสักที? เป็นปัญหา 10 ประการที่ทำให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติการขอกู้เงิน การรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการจะสามารถตรวจสอบและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การกู้ในแต่ละครั้งผ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น

ที่มา : สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เทคนิค การกู้อย่างไรให้ได้เงิน

เทคนิค การกู้อย่างไรให้ได้เงิน

ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยด้วยการส่งเสริม

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจ SMEs ที่มีไอเดียดีๆ และมีแผนธุรกิจที่ดีสามารถเริ่มต้นได้นั้นคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการกู้เงินจากสถาบันการเงินที่มีให้เลือกอยู่ หลายแห่งแต่ก่อนอื่นเรามาเรียนรู้เทคนิค การกู้เงินอย่างชาญฉลาดกันเสียก่อน

การเขียนโครงการเพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินนั้น หลักการเขียนส่วนใหญ่จะเหมือนกัน แต่จะมีรายละเอียดการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ มักจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกตามประเภทของธุรกิจที่ลูกค้าประกอบกิจการ อาทิ ธุรกิจอาหาร, เครื่องดื่ม, ค้าปลีก, บริการ, บันเทิงและอื่นๆ

สำหรับหัวข้อที่ใช้ในการเขียนโครงการขอกู้เงิน ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ

1.หนังสือเสนอขอกู้เงินกับสถาบันการเงิน

2.บทสรุปผู้บริหาร

เป็นการสรุปจากแผนต่างๆ ทั้งด้านการตลาด การจัดการ การผลิต และการเงิน เพื่อให้ทราบถึง
พันธกิจขององค์กร วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร พร้อมทั้งแผนที่จะไปสู่เป้าหมายอย่างย่อๆ ควรจะเขียนเป็นลำดับสุดท้ายโดยสรุปย่อ มีเนื้อหาที่กระชับ มีประเด็นสำคัญครบถ้วน

3.ภาพรวมของกิจการ

- ประวัติความเป็นมาของกิจการกล่าวถึงแนวคิดและความเป็นมาของกิจการว่าเกิดได้อย่างไร อะไรคือเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ
- สถานที่ตั้ง เป็นที่ตั้งของกิจการ หรือโรงงาน พร้อมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อได้สะดวก
- ผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร/ประสบการผู้บริหาร มีใครบ้างเป็นผู้ร่วมทุน จำนวนเงินลงทุนความสามารถและความชำนาญงานของแต่ละคน
- การแสดงโครงสร้างองค์กรและผังบริหารองค์กร (ถ้ามี)
- ผลการดำเนินงานในอดีต (ถ้ามี)

4.วัตถุประสงค์ที่จะขอสินเชื่อ

- วงเงินสินเชื่อที่ต้องการ โดยแยกเป็นประเภทของสินเชื่อ เช่น เงินกู้ เงินทุนหมุนเวียน (O/D)
- จะนำสินเชื่อที่ขอครั้งนี้ไปทำอะไร เช่น เพื่อซื้อที่ดิน ปรับปรุงอาคารสถานที่ ก่อสร้างอาคาร ซื้อเครื่องจักร
- เงื่อนไขที่ต้องการมีอะไรบ้าง เช่น ระยะเวลาการชำระคืน อัตราดอกเบี้ย
- หลักประกันที่เสนอ รายละเอียดหลักประกัน มูลค่าหลักประกัน

5.ลักษณะและโครงสร้างธุรกิจ

- สินค้าและบริการมีอะไรบ้าง
- การตลาด การจัดจำหน่ายในประเทศ ต่างจังหวัดหรือกรุงเทพฯ เป็นสัดส่วนเท่าใด ระยะเวลาการให้เครดิตกี่วัน หรือถ้าเป็นการจำหน่ายต่างประเทศ กลุ่มประเทศแถบใด วิธีการจำหน่ายโดยการให้ลูกค้าเปิด L/C หรือ Open Account ระยะเวลาการให้เครดิตกี่วัน
- ตลาดเป้าหมายที่ต้องการขยายเพิ่มขึ้น กลุ่มลูกค้า ขนาดของตลาด ความต้องการ ภาวะการณ์ผลิต ตำแหน่งทางการตลาด กลยุทธ์และแผนการตลาด
- การวิเคราะห์อุตสาหกรรม
- คู่แข่ง

6.ลักษณะของโรงงานและแผนการผลิต

- ที่ตั้งเนื้อที่ ผู้ถือกรรมสิทธิ์
- การวางผังโรงงาน นอกอาคาร/ในอาคาร
- เครื่องจักรอุปกรณ์การผลิต ประสิทธิภาพเครื่องจักร เก่า - ใหม่ แหล่งผลิต
- อาคาร สิ่งก่อสร้าง และสำนักงาน ขนาดเนื้อที่ถาวรชั่วคราว เก่า ? ใหม่
- ผังการบริหารในการผลิต
- แผนการดำเนินการ
- กำลังการผลิต ปัจจุบันผลิตเต็มกำลังแล้วหรือยัง
- เทคนิคการผลิตได้มาจากไหน/กรรมวิธีในการผลิต
- แรงงานมีจำนวนเท่าใด โครงสร้างแรงงาน มีสหภาพแรงงานหรือไม่

7.ข้อมูลทางการเงิน

เพื่อศึกษาบทบาทการเงินต่างๆ ดูผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและน่าจะมีความเป็นไปได้ใน
อนาคตข้อมูลทางการเงินจะต้องใช้ความระมัดระวังในการประมาณการให้สอดคล้องกับการขอวงเงินสินเชื่อ
- งบดุล ? งบกำไรขาดทุน (ย้อนหลัง 3 ปี) (ถ้ามี)
- ประมาณการทางการเงินของโครงการ
- การวิเคราะห์การลงทุนของโครงการ
- งบกระแสเงินสด
- การวิเคราะห์ระยะเวลาคืนทุน
- การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน
- การวิเคราะห์มูลค่าปัจจุบันสุทธิ
- การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนของการลงทุน

8.รายละเอียดการใช้บัญชีต่างๆ

เป็นการให้ข้อมูลต่อผู้วิเคราะห์ของสถาบันการเงิน แสดงความจริงใจเปิดเผยข้อมูลไม่ปิดบัง
-ชื่อสถาบันการเงินที่เดินบัญชีทุกแห่ง พร้อมทั้งการเคลื่อนไหวทางการบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
-รายละเอียดวงเงินสินเชื่อที่มีอยู่ / เงื่อนไข / หลักประกันกับสถาบันการเงินนั้น

9.ภาคผนวก

- ข้อมูลลูกค้า ประกอบด้วย ข้อมูลลูกค้ารายใหญ่ 5 ราย เรียงตามลำดับยอดขาย แผนหรือกิจการที่จะเพิ่มยอดขายกับลูกค้าแต่ละรายข้างต้น
- การวิเคราะห์คู่แข่ง ระบุคู่แข่งขันรายใหญ่ 3 ราย โดยประกอบด้วย ระยะเวลาที่อยู่ในตลาดส่วนแบ่งตลาด ราคา / กลยุทธ์ ระบุจุดแข็ง ? จุดอ่อนของเราเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

การเขียนแผนธุรกิจเพื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินถึงแม้จะมีความยุ่งยากอยู่บ้างแต่ถ้าทำตามขั้นตอนที่ว่ามานี้ ก็คงไม่ยากจนเกินไป หรือถ้าจะเอาให้ชัวร์ก็ต้องปรึกษาคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนหรือใครที่พอมีเงินมากหน่อยก็ลองปรึกษากับผู้ที่เป็นมืออาชีพเลยอย่างนี้ชัวร์แน่

แต่อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจยุคใหม่จะต้องเริ่มต้นด้วยความคิดและไอเดียดีๆ โดยอาศัยทุนทางปัญญาที่สะสมอยู่ในตัวของผู้ประกอบการเองก่อนและเมื่อถึงวันหนึ่งที่ธุรกิจเติบโต วันนั้นท่านอาจจะขยายธุรกิจด้วยการเอาเงินคนอื่นมาลงทุนแทน ที่เขาเรียกกันว่าการขยายธุรกิจ

ที่มา www.siaminfobiz.com

การกู้เงินโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา

ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการขอกู้เงิน โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน

1. การยื่นคำขอกู้เงิน

ผู้ประกอบการ(1) ที่ประสงค์จะขอกู้เงินโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา(2) เป็นหลักประกัน(3) ให้ยื่นคำขอกู้เงินต่อสถาบันการเงิน(4) พร้อมแผนธุรกิจ และแนบเอกสารประกอบการกู้เงินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สถาบันการเงินกำหนด

สถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ ได้แก่

1.1 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME BANK)

475 อาคารสิริภิญโญ ชั้น 9 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

โทรศัพท์ 0-2201- 3700 โทรสาร 0-2201-3723-4 หรือสาขาทั่วประเทศ

1.2 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

333 ถนนสีลม กรุงเทพฯ 10500

โทรศัพท์ 0-2230-1261 โทรสาร 0-2231-4646

1.3 ธนาคารออมสิน

470 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400

โทรศัพท์ 0-2299-8000 โทรสาร 0-2299-8642

(1) ผู้ประกอบการ หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ที่ได้จดทะเบียน หรือขึ้นทะเบียน หรือ แจ้งข้อมูลไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

(2) ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง

1) เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง เครื่องหมายร่วม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ อนุสิทธิบัตร แบบผังภูมิของวงจรรวมที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

2) ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้า ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ที่ได้แจ้งข้อมูลไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

3) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่ได้ขึ้นทะเบียน หรือแจ้งข้อมูลไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

(3) หลักประกัน หมายถึง สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่นำมาใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน

(4) สถาบันการเงิน หมายถึง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME BANK) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน หรือสถาบันการเงินอื่นที่เข้าร่วมโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน

2. การตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา

หลังจากที่ผู้ประกอบการยื่นคำขอกู้เงินแล้ว สถาบันการเงินจะตรวจสอบความถูกต้องของทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้เป็นหลักประกัน ถ้ามีเหตุสงสัยก็จะมีหนังสือสอบถามมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตรวจสถานะของทรัพย์สินทางปัญญาที่ผู้ประกอบการนำมาใช้เป็นหลักประกันนั้นว่ามีข้อมูลถูกต้องตรงตามข้อมูลที่แจ้งไว้กับสถาบันการเงินที่ขอกู้หรือไม่

กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะทำการตรวจสอบสถานะของทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้เป็นหลักประกันและแจ้งผลให้สถาบันการเงินทราบต่อไป

3. การพิจารณาคำขอกู้เงิน และการอนุมัติเงินกู้

หลังจากตรวจสอบสถานะและข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว สถาบันการเงินจะทำการพิจารณาคำขอกู้เงินและแผนธุรกิจ รวมทั้งประเมินมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้เป็นหลักประกัน และจะอนุมัติเงินกู้ พร้อมนัดลงนามทำสัญญาหลักประกัน ภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และได้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเสร็จสิ้น

4. การบันทึกข้อมูลและการทำสัญญากู้เงิน

เมื่อสถาบันการเงินและผู้ประกอบการทำสัญญาหลักประกันเรียบร้อยแล้ว สถาบันการเงินจะแจ้งให้ผู้ประกอบการทำการยื่นคำขอบันทึกข้อมูลหลักประกันลงในทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา(5) หนังสือสำคัญ(6) และในฐานข้อมูล(7) ทรัพย์สินทางปัญญาต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ ทปท.01 พร้อมแนบสำเนาคำขอ ทปท.01 จำนวน 1 ฉบับ หนังสือสำคัญ สำเนาสัญญาหลักประกัน จำนวน 1 ฉบับ

เมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคำขอบันทึกหลักประกันการกู้เงินดังกล่าวแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะทำการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันลงในทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หนังสือสำคัญ และฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วจะมอบหลักฐานการรับแจ้งการบันทึกข้อมูล และหนังสือสำคัญที่ได้บันทึกการเป็นหลักประกันแล้วคืนแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปแสดงต่อสถาบันการเงิน และขอเบิกเงินตามสัญญากู้ โดยสถาบันการเงินจะทำสัญญากู้เงินและเบิกเงินกู้ตามความคืบหน้าของโครงการ

5. การติดตามผลการดำเนินงาน

ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจตามโครงการแล้ว สถาบันการเงินจะไปตรวจเยี่ยมโครงการ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และหากผู้ประกอบการต้องการเงินกู้เพิ่มเติมอีก ก็จะพิจารณาให้เงินกู้เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

6. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา

ภายหลังจากที่อนุมัติเงินกู้และผู้ประกอบการได้เบิกเงินกู้แล้ว หากผู้ประกอบการยื่นคำขอ หรือคำร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนของทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้เป็นหลักประกันโดยผิดเงื่อนไขตามสัญญาหลักประกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะระงับการพิจารณาและมีหนังสือสอบถามไปยังสถาบันการเงินภายในสองวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำขอหรือคำร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจากผู้ประกอบการว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน ดังกล่าว ถ้าสถาบันการเงินมีหนังสืออนุญาตตามคำขอ หรือคำร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะทำการพิจารณาคำขอหรือคำร้องนั้นต่อไป แต่ถ้าไม่อนุญาตก็จะให้ทำความตกลงกันระหว่างคู่สัญญา ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะเสนอข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามที่ระบุไว้ในสัญญา เพื่อทำการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทต่อไป โดยอนุญาโตตุลาการจะทำคำชี้ขาดข้อพิพาทภายในเก้าสิบวัน นับแต่ตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย แต่หากมีเหตุจำเป็นอนุญาโตตุลาการอาจขยายเวลาออกไปอีกได้แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน และเมื่อได้ผลชี้ขาดเป็นที่สุดอย่างไร กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็จะดำเนินการตามคำชี้ขาดที่เป็นที่สุดนั้น

(5) ทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเครื่องหมายบริการ ทะเบียนเครื่องหมายรับรอง ทะเบียนเครื่องหมายร่วม ทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทะเบียนอนุสิทธิบัตร ทะเบียนแบบผังภูมิของวงจรรวม ทะเบียนข้อมูลความลับทางการค้า ทะเบียนข้อมูลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทะเบียนข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย

(6) หนังสือสำคัญ หมายถึง หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรอง หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายร่วม หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนแบบผังภูมิของวงจรรวม หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย

(7) ฐานข้อมูล หมายถึง ข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ของผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนหรือได้แจ้งข้อมูลไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งได้ประมวลและจัดทำไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

7. การชำระหนี้เงินกู้

สถาบันการเงินจะกำหนดตารางชำระหนี้ตามความสามารถของผู้ประกอบการ เมื่อชำระหนี้ครบถ้วนตามตารางที่กำหนดแล้ว สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำขอบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นหลักประกันตามแบบ ทปท.02 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อทำการบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นหลักประกัน พร้อมแนบหลักฐานตามที่กำหนด และหลักฐานแสดงการสิ้นสุดการเป็นหลักประกัน เช่น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คำบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากศาล

เมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคำขอบันทึกสิ้นสุดการเป็นหลักประกันการกู้เงินแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นหลักประกันของทรัพย์สินทางปัญญาลงในทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หนังสือสำคัญ และฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

8. การผิดสัญญา

ในกรณีที่ผู้ประกอบการผิดสัญญา สถาบันการเงินจะออกหนังสือเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามสัญญาก่อน ถ้าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม สถาบันการเงินจะทำการเจรจากับผู้ประกอบการหรือจะขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อหาข้อยุติภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการผิดสัญญา

ในกรณีที่ยังตกลงกันไม่ได้ ถ้าในข้อสัญญากำหนดให้ระงับข้อพิพาทโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำเสนอ ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อทำการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทต่อไป โดยอนุญาโตตุลาการจะทำคำชี้ขาดให้เสร็จภายในเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย แต่หากมีเหตุจำเป็นอนุญาโตตุลาการอาจขยายเวลาออกไปอีกได้ แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน

เมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว และผู้ประกอบการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการ หรือผู้รับโอนสิทธิ แล้วแต่กรณี จะยื่นคำขอบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นหลักประกันการกู้เงินต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามแบบพิมพ์ ทปท.02 พร้อมแนบหลักฐานแสดงการสิ้นสุดของการเป็นหลักประกัน เพื่อบันทึกการสิ้นสุดของการเป็นหลักประกัน (ถ้ามี)

เมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคำขอบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นหลักประกันการกู้เงินแล้ว จะพิจารณาคำขอและบันทึกข้อมูลการสิ้นสุดของการเป็นหลักประกันลงในทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หนังสือสำคัญ และฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ภายในสองวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำขอบันทึกข้อมูลดังกล่าว

สถานที่ติดต่อ

· สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

กลุ่มงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา ชั้น 5

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

เลขที่ 44/100 ถนนนนทบุรี 1 ตำบลบางกระสอ

อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ : 0-2547-6033-4 โทรสาร : 0-2547-4709

หรือที่ www.ipthailand.org สายด่วน 1368

· ติดต่อขอรายละเอียดการกู้เงินและกู้เงินได้ที่

1. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME BANK)

475 อาคารสิริภิญโญ ชั้น 9 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

โทรศัพท์ 0-2201- 3700 โทรสาร 0-2201-3723-4 หรือสาขาทั่วประเทศ

2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

333 ถนนสีลม กรุงเทพฯ 10500

โทรศัพท์ 0-2230-1261 โทรสาร 0-2231-4646

3. ธนาคารออมสิน

470 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ 10400

โทรศัพท์ 0-2299-8000 โทรสาร 0-2299-8642

10 ข้อที่กู้เงินไม่ได้

10 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้

ประมาณปลายปี 2546 ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเรื่อง ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs กู้เงินจากธนาคารไม่ได้ อันประกอบด้วยปัจจัยจำนวน 5 ปัจจัย ซึ่งเรียกปัจจัยดังกล่าวว่า “4ไม่ 1 มี” อันประกอบด้วย

1.ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2.ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ

3.ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ

4.ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ และ

5.มีประวัติหนี้ NPL

ซึ่งบทความดังกล่าวก็ได้ถูกนำไปเผยแพร่ ดัดแปลง แก้ไขในรายละเอียดบาง ส่วนจากหลายหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งจากเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นว่าในข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากธนาคารได้อื่นๆอีก ซึ่งอาจไม่ถูกกล่าวถึงไว้แต่เดิม ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นสมควรปรับปรุงเนื้อหา และรายละเอียดต่างๆของบทความ ให้เหมาะสมและทันสมัยยิ่งขึ้นตรงกับสภาวะปัจจุบัน โดยนำรายละเอียดเดิมที่เขียนขึ้นมาเรียบเรียงและปรับปรุง รวมถึงเพิ่มเติมรายละเอียดของปัจจัยอื่นๆอีก 5 ปัจจัยซึ่งก็เป็นอีกปัจจัย “4ไม่ 1 มี” เช่นเดียวกัน โดยใช้หัวข้อบทความ 10 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้ โดยตัด SMEs ออกเพราะเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อาจมีอยู่ เพื่อให้ผู้ประกอบการพิจารณาดูว่า ผู้ประกอบการหรือธุรกิจของผู้ประกอบการมีปัจจัยหนึ่ง ปัจจัยใดอยู่บ้างหรือไม่ หรือมีทั้งหมดทุกปัจจัย จะได้ทราบว่าท่านซึ่งเป็นผู้ประกอบการจะมีโอกาสที่จะได้รับคำปฏิเสธ หรือต้องได้รับคำปฏิเสธจากธนาคารอย่างแน่นอนในการขอกู้เงิน เพื่อที่จะได้จัดการแก้ไขไม่ให้มีปัจจัยดังกล่าวอย ู่ในตัวของท่านหรือธุรกิจก่อนที่ไปขอกู้เงินจากทางธนาคาร โดยปัจจัยดังกล่าวทั้ง 10 ประการประกอบด้วย

1. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถือเป็นปัจจัยส่วนใหญ่หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัย มาตราฐานของการขอสินเชื่อไม่ได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากในระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินใดก็ตามจำ เป็นต้องมีการเรียกหลักประกันสำหรับค้ำประกันสินเชื่อทั้งสิ้น เพียงแต่หลักประกันที่ธนาคารเรียกเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ นั้นจะอยู่ในรูปแบบใดเท่านั้นเอง) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มักเป็นรายเล็กๆซึ่งกำลัง จะเริ่มดำเนินธุรกิจใหม่ หรือถ้าเริ่มดำเนินธุรกิจก็มักจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้ยังไม่มีฐานะการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะ มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจได้กับธนาคาร เช่น โฉนดที่ดิน, บ้าน, ห้องชุด หรือถ้าผู้ประกอบการมีอยู่แล้วซึ่งก็มักจะเป็นบ้าน พักอาศัยก็มักจะติดจำนองกับธนาคารในลักษณะของสินเชื่อเคหะ ซึ่งไม่สามารถนำมาจำนองเพิ่มเติมได้

แม้ว่าจะมีธนาคารบางแห่ง เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.-SME Bank) หรือ ธนาคารออมสิน จะจัดโครงการสินเชื่อที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โครงการสินเชื่อ Fast Track หรือ โครงการสินเชื่อห้องแถว โดยเป็นการใช้บุคคลค้ำประกันแทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะมีวงเงินตั้งแต่ 50,000 – 300,000 บาท โดยการใช้ข้าราชการระดับตั้งแต่ C6-C8 หรือพนักงานผู้มีรายได้ประจำเป็นผู้ค้ำประกันสำหรับโครงการสินเชื่อ Fast Track แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่ผู้ประกอบการจะหา ผู้ค้ำประกันในคุณสมบัติตามที่กำหนด นั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว หรือในกรณีที่ต้องการขอวงเงินสินเชื่อถึง 500,000 บาท โดยไม่ใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกัน ก็ต้องให้นิติบุคคลซึ่งก็ต้องมีคุณสมบัต ิตามที่ธนาคารกำหนดเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากกว่าการใช้บุคคลค้ำประกันเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ วงเงินสินเชื่อที่ผู้ประกอบการต้องการซึ่งโดย ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 บาทขึ้นไปจนถึง 1,000,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเกือบทั้งสิ้น (สำหรับธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปแม้ว่าจะมีโครงการสินเชื่อเพื่อ SMEs แต่ทั้งหมดจำเป็นต้องมีการใช้หลักทรัพย์รูปแบบหนึ่ง รูปแบบใดในการค้ำประกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหลักประกันจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รองลงมาก็อาจจะเป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เป็นต้น

สำหรับการใช้บุคคลค้ำประกันก็นับเป็นหลักประกัน ชนิดหนึ่งเพราะถ้าเกิดกรณีผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ ผู้ค้ำประกันก็มีหน้าที่ที่จะต้องชำระเงินกู้แทนผู้กู้หรือ ชำระหนี้แทน ซึ่งก็จะมีสภาพเดียวกันกับการขายทรัพย์สินที่ใช้ เป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้นั่นเอง) นอกจากนี้แล้วในปัจจุบันโครงการการให้กู้ สำหรับผู้ประกอบการโดยใช้บุคคลค้ำประกันมักพบว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระในสัดส่วนค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกิดกรณีที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบในภาระหนี้แทนผู้กู้ และเป็นภาระเกี่ยวกับเรื่องหนี้เสียของธนาคารผู้ปล่อยกู้ จึงปรากฏว่าในปัจจุบันมักจะไม่มีการอนุมัติสินเชื่อ ในรูปแบบดังกล่าวนัก และการหาผู้ค้ำประกันก็เป็นเรื่องลำบาก เนื่องจากการเกิดการผิดนัดชำระจนทำให้ผู้ค้ำประกัน ต้องมารับภาระหนี้ดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการกู้เงินสำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยมักจะเข้าใจว่าสามารถผ่อนได้ระยะยาวและอัตราดอกเบี้ย อยู่ในเกณฑ์ต่ำเหมือนสินเชื่อเคหะ ตามที่ได้รับทราบจากการแข่งขันของสินเชื่อเคหะหรือสินเชื่อเพื่อ ซื้อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์ในตลาดที่โฆษณาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หรือทางวิทยุหรือสื่อต่างๆ คือผ่อนได้ 10-15 ปี หรือดอกเบี้ยประมาณ 4-5% ต่อปี เป็นต้น

ทำให้เมื่อผู้ประกอบการทำการติดต่อขอสินเชื่อกับทางธนาคาร ในกรณีที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โครงการสินเชื่อ Fast Track ที่มีกำหนดระยะเวลาการให้กู้ 3 ปี และอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี ก็มักจะบ่นว่าให้กู้ในระยะเวลาสั้นเกินไป และดอกเบี้ยแพงเกินไป เป็นต้น ทั้งที่ลักษณะของสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจ กับสินเชื่อเคหะนั้นมีความแตกต่างกันในโครงสร้างของลักษณะ การใช้วงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น ผู้ประกอบการมักจะคิดว่าธนาคารจะปล่อยกู้ 100% ของมูลค่าตลาดหรือราคาทรัพย์สินซึ่งก็มาจากความเข้าใจเช่น เดียวกันกับสินเชื่อเคหะ ในขณะที่ธนาคารจะต้องมีการให้ทำการประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งอาจทำการประเมินราคาโดยหน่วยงานภายในของธนาคาร หรือโดยบริษัทประเมินราคาอิสระ ซึ่งราคาประเมินที่ได้อาจมีความแตกต่างจากความคาดหวัง ของผู้ประกอบการ เช่น ราคาประเมินทรัพย์สินที่ได้ทำการประเมินราคาคือ 1,500,000 บาท ในขณะที่ผู้ประกอบการบอกว่าสมัยที่ตนซื้อทรัพย์สินหรือราคา ของทรัพย์สินนั้น คือ 2,000,000 บาท เป็นต้น ราคาที่แตกต่างกันนี้เกิดมาจากการลดลงของระดับราคา อสังหาริมทรัพย์ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา แม้ว่าในปัจจุบันภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเติบโต และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ในทุกๆ แห่งหรือทุกๆทำเลจะกลับมามีราคาเช่นเดิม

นอกจากนี้วงเงินสินเชื่อที่ให้ก็ไม่ได้ให้ 100% ของราคาประเมินทรัพย์สิน โดยอาจอยู่ระหว่าง 70-80% ของราคาประเมินเท่านั้น ในกรณีที่ให้ถึง 100% ของราคาประเมินนั้นถือว่าแทบจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ (หรือถ้ามีอาจจะมาจากการประเมินราคาเพียง 70-80% ของราคาตลาด) โดยระยะเวลาการให้กู้ก็จะอยู่ระหว่าง 5-7 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็น MLR + ซึ่งอาจจะอยู่ระหว่าง 6-8% ต่อปีหรือมากกว่า ตามความเสี่ยงของธุรกิจที่ธนาคารกำหนดขึ้นจาก การพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะและการดำเนินการของธุรกิจ ซึ่งก็จะมีเรื่องบ่นจากผู้ประกอบการถึงเรื่องของระยะ เวลาในการให้กู้กับอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดจากผู้ประกอบการ ในลักษณะเช่นเดียวกันกับการไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และวงเงินที่ธนาคารสามารถให้กู้ได้ ไม่เพียงพอกับวงเงินที่ผู้ประกอบการต้องการเมื่อ มีการคำนวณในเรื่องของการผ่อนชำระ

2. ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ ถือเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ผู้ประกอบการ ใหม่หลายรายมักจะได้รับคำปฏิเสธจากธนาคาร กล่าวคือในการเริ่มดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบ การโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากความชอบ ส่วนตัวหรือแรงบันดาลใจจากที่ใดก็ตาม เช่น จากหนังสือเกี่ยวกับ SMEs, จากหนังสือพิมพ์, จากการไปเห็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ก็มักจะเกิดความคิดที่ว่า “ถ้าเป็นเรา...ก็น่าจะทำได้” เช่น ไปเห็นร้านกาแฟหรือร้านเบเกอรี่มีลูกค้าเต็มร้าน ก็คิดว่าถ้าเป็นตนเองก็น่าจะเปิดร้านกาแฟหรือร้าน เบเกอรี่บ้างแล้วมีลูกค้าแน่นร้านเหมือนผู้อื่นได้ ทั้งๆที่ตนเองไม่ชอบกินกาแฟหรือไม่มีความรู้ใน การทำเบเกอรี่มาก่อนเลย หรือได้ยินว่าในช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมในเรื่องของการส่งออก ก็เลยคิดว่าจะเริ่มทำธุรกิจส่งออกทั้งๆที่ยังไม่ เคยผลิตสินค้าใดๆมาก่อน หรือเคยทำธุรกิจส่งออก หรือแม้แต่ทำธุรกิจ กับคนไทยด้วยกันเองเลย โดยรอความหวังว่ารัฐจะต้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่ตนเอง ในฐานะผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยไม่มีการศึกษาให้รู้แจ้งเห็นจริงในธุรกิจที่ตนเองจะทำ หรือไม่เคยลองทำดูสักช่วงหนึ่งมาก่อนว่ามีปัญหาใด บ้างในการดำเนินการ หรือเป็นไปตามประมาณ การที่ตั้งไว้หรือไม่

ทั้งนี้อาจเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแบบ Me Too หรืออาจจะเรียกว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะมีลักษณะเป็น Me Too Business คือถ้าธุรกิจอะไรดี ฉันขอทำด้วย ทำให้เมื่อผู้ประกอบการติดต่อขอสินเชื่อกับทางธนาคาร และเจ้าหน้าที่สินเชื่อได้ทำการพิจารณาในเรื่องของของ ประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ จะพบว่าผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้ขาดความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสินค้าหรือธุรกิจที่ตนเองจะเริ่มทำ หรือมักจะเป็นการเล็งผลเลิศหรืออาจเรียกได้ว่า เป็นความฝันของผู้ประกอบการคือคำว่า “ถ้าได้ตามที่คิด” คือ จะต้องมีลูกค้าจำนวนเท่าโน้นเท่านี้ จะมีรายได้เป็นเท่าโน้นเท่านี้ เป็นต้น โดยไม่เคยคิดว่าแล้วถ้าไม่ได้ตามที่คาดว่าไว้ตนเอง หรือธุรกิจจะทำอย่างไร ในขณะที่การพิจารณาในการให้สินเชื่อโดยส่วนใหญ่จะตั้งบนพื้นฐานว่า “ถ้าไม่ได้ตามที่คาด” แล้วธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้กู้หรือธุรกิจจะมีความสามารถในการผ่อน ชำระคืนสินเชื่อกับทางธนาคารได้หรือไม่

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวความคิดที่ดูแล้วสวนทางกันโดย สิ้นเชิงระหว่างผู้ขอกู้กับธนาคาร กล่าวคือผู้ประกอบการจะคิดเพียงแต่ว่าทำธุรกิจแล้ว จะต้องได้รับผลกำไรไม่เช่นนั้นแล้วจะทำธุรกิจไปทำไม โดยจะไม่มีผู้ประกอบรายใดเลยที่มีความความคิดว่า จะมาขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อไปทำธุรกิจให้ขาดทุน เรียกได้ว่าผู้ประกอบการจะมีความคิดเป็น Best Case อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารจะมีแนวโน้มทางความคิดว่า ถ้าผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อไปดำเนินธุรกิจแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดจะเป็นอย่างไร หรืออาจจะเรียกได้ว่าถ้าแย่ที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งอาจเรียกว่ามีความคิดเป็น Worst Case หรืออย่างน้อยก็เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นหรือมีความ คิดเป็นแบบที่เรียกว่า Most Likely ซึ่งถ้าผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ในการทำธุรกิจที่ขอกู้เงินมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการที่มีแนวความคิด เกี่ยวกับการทำธุรกิจที่หลากหลายมากมาย อยากจะทำธุรกิจหลายๆอย่างพร้อมกัน เพราะเห็นว่าแต่ละธุรกิจที่ตนคิดขึ้นล้วนแล้ว แต่สามารถเติบโตหรือสามารถสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากสำหรับตนเอง รวมถึงกลัวการเสียโอกาสถ้าตนไม่ทำธุรกิจที่ คิดไว้ในตอนนี้เพราะอาจมีผู้อื่นหรือคู่แข่งแย่งทำ ธุรกิจในลักษณะเดียวกันไปก่อน โดยเฉพาะการเล็งแต่ผลเลิศในการทำธุรกิจที่ตนเองยังไม่เคยทำแล้ว เจ้าหน้าที่สินเชื่อมักจะปฏิเสธการ ให้วงเงินสินเชื่อกับผู้ประกอบการในลักษณะนี้ แม้จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วน ทุกอย่างเนื่องจากผู้ประกอบการจะไม่สามารถกำหนด หรือระบุแนวทางในการดำเนินธุรกิจตัวใดตัวหนึ่ง ที่ชัดเจนได้เนื่องจากความคิดในการทำธุรกิจที่มีจนมากมายเกินไป และการที่ธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการดังกล่าวอาจ ไม่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจให้อยู่รอดตลอดรอดฝั่ง ซึ่งจะเป็นผลทำให้เกิด หนี้เสียขึ้นได้ในอนาคต

3. ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ สิ่งนี้ก็ถือเป็นเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้สำหรับผู้ประกอบการ โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรายที่เริ่มจะดำเนินการมาไม่นาน หรือได้ดำเนินการมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วกล่าวคือ มักจะไม่มีการนำรายได้หรือรายจ่ายในการทำธุรกิจผ่านระบบธนาคาร โดยมักจะเป็นการซื้อขายกันด้วยเงินสดหักลบกลบหนี้กันแต่ละวัน โดยอาจเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันนั้นมีอัตราที่ต่ำมาก การจะเข้าบัญชีธนาคารหรือไม่ก็มีผลเท่ากันแถมยังต้อง เสียเวลาไปเข้าหรือเบิกถอนจากธนาคาร และยังไม่สะดวกที่จะทำการเบิกถอนในวันเสาร์-อาทิตย์อีกในขณะที่ตนเองต้องทำธุรกิจทุกวัน ที่ดีขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเข้าบัญชีออมทรัพย์ซึ่งโดยส่วน ใหญ่แล้วก็จะเป็นบัญชีออมทรัพย์ในชื่อของเจ้าของ แต่ก็มักจะผสมปนเปกันกันไประหว่างค่าใช้จ่ายส่วนตัว กับค่าใช้จ่ายหรือรายได้จากการดำเนินธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นกระเป๋าเดียวกัน จะมีเพียงน้อยรายที่เปิดบัญชีในนามห้างร้านหรือชื่อ ธุรกิจที่ตนทำและแยกการใช้จ่าย ระหว่างรายได้หรือค่าใช้ จ่ายทางธุรกิจกับรายได้หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างชัดเจน (ในส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือ บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแล้วเกือบทั้งหมด มักจะเปิดบัญชีในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทเพราะต้องมีการสั่งจ่ายเช็ค และมักจะมีระบบบัญชีที่มีระบบกว่าผู้ประกอบ SMEs โดยส่วนใหญ่ทั่วไป)

หรือผู้ประกอบการบางรายกลัวว่า การนำเงินรายได้ของธุรกิจไปเข้าธนาคาร จะกลายเป็นหลักฐานให้สรรพากร รู้ว่าตนเองมีรายได้เท่าใดแล้วทำให้ตนเองต้องเสียภาษี ซึ่งอาจมาจากการที่ตนเองไม่แจ้งแบบการชำระภาษี หรือประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือเพื่อให้ตนเองเสียภาษีน้อย กว่าความเป็นจริงหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย ทำให้เมื่อผู้ประกอบการเหล่านี้มี ความจำเป็นไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งทุกธนาคารทั้งของภาครัฐ และเอกชนซึ่งจะมีเงื่อนไขมาตราฐานในการขอกู้เงิน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ไฟท์บังคับ” ที่ธนาคารต้องขอเอกสารจากผู้ขอกู้เพื่อการพิจารณาสินเชื่อ กล่าวคือ ขอดูการเคลื่อนไหวทางการเงินกับธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือขอดูบัญชีในสมุดคู่ฝากธนาคารหรือที่เรียกกันว่าขอดู Statement ย้อนหลังไป 6 เดือนว่าธุรกิจมีรายรับ-รายจ่ายและเงินคงเหลือหรือผลกำไรเป็นเท่าใด เพื่อพิจารณาว่ารายได้คงเหลือใน การดำเนินธุรกิจสามารถผ่อนชำระคืน กับทางธนาคารตามวงเงินที่ขอกู้ได้หรือไม่

ซึ่งผู้ประกอบการที่ไม่ได้นำเงิน จากธุรกิจเข้าระบบบัญชีธนาคาร ก็มักจะไม่สามารถ แสดงให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเห็นได้ว่า ธุรกิจของตนมีรายได้ตามที่แจ้งให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทราบทราบเกี่ยวกับรายได้จากการทำธุรกิจ เช่น แม้ว่าธุรกิจหักลบกลบหน ี้ระหว่างรายรับ-รายจ่ายแล้วมีกำไรจากการทำธุรกิจเหลือเดือนละ 50,000 บาท แต่ในบัญชีธนาคารมีเงินคงเหลือในแต่ละเดือนเพียงเดือนละ 5,000 บาท ก็เป็นการยากที่จะทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเชื่อได้ว่า ธุรกิจที่ผู้กู้ทำจะมีรายได้เท่าที่ผู้กู้แจ้งให้ทราบ เพราะไม่หลักฐานในการยืนยันถึงรายได้จากการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการถูกปฏิเสธในการ ให้กู้จากธนาคารของผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เมื่อต้องไปขอกู้ในการขยายธุรกิจหรือขอเงิน ทุนหมุนเวียนทั้งที่ผู้ประกอบการมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วน มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ และรายได้จากธุรกิจก็เกิดขึ้นจริงตาม ที่ผู้ประกอบการแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อทราบ แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงหลักฐาน ถึงการเข้าออก ของรายได้ให้ปรากฏก็มักจะได้รับ คำปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อในการให้กู้ ที่ดีหน่อยก็อาจจะได้รับคำแนะนำว่า ให้ผู้ประกอบการไปเดินบัญชีกับธนาคารซัก 6 เดือนแล้วค่อยมาดำเนินการขอกู้อีกครั้ง

4. ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ การมีหรือการจัดทำ Business Plan หรือแผนธุรกิจนี้ถือเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะมีผล ให้ผู้ประกอบการสามารถกู้เงินจากธนาคารได้สำเร็จตามที่ต้องการ หรืออาจจะทำให้ได้รับคำปฏิเสธในกู้เงินจาก ทางธนาคารก็ได้เช่นเดียวกัน โดยเกือบทุกธนาคารถ้าเป็นการขอกู้เพื่อ การทำธุรกิจทางธนาคารจะขอให้ผู้ประกอบการทุกรายจัดทำ Business Plan หรืออาจจะใช้คำพูดว่าเสนอโครงการเข้ามา ซึ่งถือเป็นเอกสารประกอบในการพิจารณา สินเชื่อว่าธุรกิจมีลักษณะในการดำเนินการอย่างไร รายรับ-รายจ่ายเป็นเท่าใด การลงทุนในธุรกิจ จุดคุ้มทุน ผลกำไรของธุรกิจเป็นเท่าใดโดย เฉพาะการดำเนินการของธุรกิจต่อไปในอนาคต (ซึ่งในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัด ทำและความสำคัญของแผนธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการ ซึ่งมีหลายเรื่องและหลายหัวข้อ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญโดยจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป ในส่วนของความสำคัญของแผนธุรกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มัก จะจัดทำแผนธุรกิจเฉพาะตอนที่จะติดต่อขอกู้กับทางธนาคารเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วแผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการมีความสำคัญ และความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจมากกว่า ที่จะไว้ใช้เฉพาะตอนจะขอกู้เงินกับธนาคารเสียอีก)


ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายเล็กจะมีปัญหา ในเรื่องของการจัดทำแผนธุรกิจนี้มาก เรียกได้ว่าเป็นยาขมหม้อใหญ่สำหรับผู้ประกอบการเลย ทีเดียวซึ่งมักจะเกิดจากว่า ไม่รู้จะเขียนให้เป็นขั้นตอนที่ถูกต้องได้อย่างไร โดยอาจจะแจ้งให้กับทางเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทราบว่าถ้าจะให้อธิบายถึงธุรกิจของตนสามารถอธิบายได้ทุกขั้นตอน แต่ถ้าจะให้จัดทำหรือเขียนออกมาเป็นรูปเล่ม ตนเองไม่สามารถที่จะเขียนออกมาหรือจัดทำได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้าเขียนเองก็ จะเขียนตามความเข้าใจของตนและส่วนใหญ่มัก จะมีความสับสนในหัวข้อหรือรายละเอียดต่างๆ จนทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเมื่อพิจารณา จากรายละเอียดที่ระบุ ในแผนธุรกิจที่ ผู้ประกอบการจัดทำอย่างไม่มีระบบ อาจพบว่าเป็นคนละ เรื่องกับจากการสัมภาษณ์หรือการใ ห้ข้อมูลของผู้ประกอบการไปเลยก็มี

โดยเหตุผลของการจัดทำแผนธุรกิจตาม ที่กล่าวมาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจ จากผู้เกี่ยวข้องในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ได้พูดคุยสัมภาษณ ์ผู้ประกอบการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่สินเชื่อคนนั้น หรือคณะกรรมพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของทางธนาคาร ดังนั้นเมื่อบุคคลเหล่านั้นได้อ่านข้อมูล ของธุรกิจที่ขอกู้จากแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้น ก็จะวิเคราะห์ตามรายละเอียดที่ปรากฏซึ่งอาจ เป็นทั้งด้านบวกหรือด้านลบในการอนุมัติสินเชื่อก็ได้ เพราะบุคคลเหล่านั้น ไม่ได้พูดคุยหรือรับรู้ข้อมูล จากผู้ประกอบการโดยตรง โดยในบางครั้งกรณีท ี่ผู้ประกอบการไม่ได้เขียนแผนธุรกิจด้วยตนเอง โดยอาจว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทที่รับจ้างทำแผนธุรกิจหรืออาจเรียกว่า “มืออาชีพ” ในการเขียนแผนเพื่อที่จะไปเสนอต่อธนาคารเพื่อขอกู้เงิน แต่ตนเองไม่เคยเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ว่าจ้างมืออาชีพเหล่านี้จัดทำขึ้นเลย ก็จะกลายเป็นว่าเมื่อถูกซักถามในรายละเอียดในแผนธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องของการเงินก็มักจะไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียยิ่งกว่าการไม่มีแผนธุรกิจเสียอีก

สำหรับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ซึ่งก็อาจจะมีผู้ประกอบการบางรายแย้งว่าข้อมูลหรือประมาณการ ในแผนธุรกิจจะใส่ข้อมูลอย่างไรก็ได้เพื่อให้ดูดีหรือ จะกล่าวง่ายๆก็คือ “จะยกเมฆอย่างไรก็ได้” เพื่อให้ธุรกิจดูดีมีผลกำไร แต่ผู้ประกอบการจงอย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ ี่สินเชื่อที่พิจารณาสินเชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความรู้ ความชำนาญ ในการพิจารณาสินเชื่อ ในการมองธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบ การเฉพาะดูจากข้อมูลในแผนธุรกิจที่เสนอมาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะดูจากองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ตัวผู้ประกอบการ ประสบการณ์ ความเป็นไปได้ของธุรกิจ อัตราผลตอบแทนในตลาด ลักษณะรายรับ-รายจ่าย ผลกำไร รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งผู้ประกอบการควรระลึกไว้ว่าการจัดทำ Business Plan หรือแผนธุรกิจที่ไม่ดีหรือไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านถูกปฏิเสธการให้กู้จากทางธนาคารได้ แม้ว่าท่านจะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วน, มีความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกิจ หรือสามารถแสดงรายได้ให้ปรากฏได้ก็ตาม ดังนั้นผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจ ในแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นเองหรือว่าจ้างผู้อื่นเขียนอย่างถ่องแท้ ก่อนที่จะไปติดต่อกับทางธนาคารถ้าท่านไม่ต้องการได้รับคำปฏิเสธ

5. มีประวัติหนี้ NPL การเป็นหรือเคยมีประวัติว่าเป็น NPL (Non Performing Loan) นั้น ปัจจัยข้อนี้แทบจะถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลัก ในการปฏิเสธการให้กู้จากธนาคารเกือบ 100% โดยทั้งที่จริงแล้วแม้ว่าผู้ประกอบการจะเคยเป็น NPL ตั้งแต่สมัยยุคฟองสบู่แตก ไม่ว่าจะเป็นหนี้การกู้บ้าน, บัตรเครดิต หรือหนี้อะไรก็ตาม แต่ในปัจจุบัน ได้เริ่มต้นทำธุรกิจหรือดำเนินธุรกิจต่อมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว เริ่มมีรายได้เพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้ที่เคยเป็นอยู่ได้ แต่ทว่าเนื่องจากประวัติของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ ข้อมูลเครดิตจะแสดงผลของชื่อผู้ประกอบการนั้นอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ที่มีอยู่จนหมด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการ ในเรื่องของการใช้สินเชื่อหรือข้อมูลทางการเงิน เช่น Credit Bureau หรือบริษัทข้อมูลเครดิต จะปรากฏชื่อของผู้ประกอบการในฐานะลูกค้าที่เป็น NPL หรือเป็นหนี้เสีย

โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีการติดต่อกับทางธนาคารเจ้าหนี้ หรือไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมหรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยอาจคิดว่าถ้าธนาคารอยากยึดหลักประกันก็ให้ยึดไป หรือคิดว่าเอาไว้ให้มีเงินก่อนแล้วค่อยติดต่อ เพราะกว่าจะพิพากษาคดีเสร็จก็หลายปี เมื่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อตรวจพบ ข้อมูลของผู้ประกอบการในลักษณะนี้ก็จะปฏิเสธการให้กู้แทบจะทุกรายไป เพราะถือว่าผู้ประกอบการดังกล่าว เป็นผู้ไม่มีวินัยทางการเงินในการชำระคืนสินเชื่อกับทางธนาคาร ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับสินเชื่อใหม ่ที่ทางธนาคารจะให้กับผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน โดยแม้ว่าบางธนาคารจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ ์ว่าถึงผู้ประกอบ การจะเป็นหนี้ NPL ก็สามารถติดต่อขอกู้ได้ แต่นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการนั้นจะต้องได้ทำสัญญา ประนีประนอมหรือทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจะต้องได้ผ่อนชำระ กับธนาคารเจ้าหนี้เดิมได้ตามสัญญามาเป็นระยะเวลาพอควร (ซึ่งมักจะไม่บอกไว้ในโฆษณาว่าคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่เคยเป็น NPL ต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะสามารถขอกู้ได้ และในการอนุมัติจะมีเงื่อนไขใน การพิจารณาในเรื่องต่างๆจะมากกว่าผู้ประกอบการที่ไม่เคยเป็นหนี้ NPL อยู่หลายประเด็น)

หรือบางครั้งในบางธนาคารก็อาจ ให้คำแนะนำโดยแจ้งให้กับผู้ประกอบการทราบว่า ให้ไปปิดหนี้หรือทำการชำระหนี้ที่เป็น NPL ให้หมดเสียก่อนธนาคารถึง จะสามารถให้ผู้ประกอบการกู้ตามที่ต้องการได้ ซึ่งดูแล้วก็ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเลยในการได้รับคำแนะนำแบบนี้ เพราะถ้าผู้ประกอบการมีเงินเพียงพอที่จะปิดหนี้หรือชำระหนี้ที่เป็น NPL แล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาขอกู้เงินจากธนาคาร เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจำนวนเงิน ที่เพียงพอที่จะปิดหนี้หรือชำระหนี้ที่เป็น NPL เดิมให้หมดจะมากกว่าวงเงินสินเชื่อที่ขอกู้ใหม่จากธนาคารเสียอีก ดังนั้นผู้ประกอบการที่เป็น NPL หรือเคยเป็นถ้าต้องการกู้เงินจากธนาคาร ก็ต้องปรับปรุงคุณสมบัติให้เข้าเกณฑ์ หรือเรียกว่าต้องเอาตัวเองหรือ เอาธุรกิจใส่ตระกร้าล้างน้ำเพื่อให้ประวัติ ของตนเองเปลี่ยนจากดำเป็นขาว หรืออย่างน้อยแค่เทาๆก็ยังดี มิฉะนั้นแม้ว่าท่านจะมีคุณสมบัติอื่นๆ ครบถ้วนแต่มีปัจจัยในเรื่องของ NPL เพียงเรื่องเดียว ท่านก็จะมีโอกาสได้รับการปฏิเสธจาก ทางธนาคารอยู่ในเกณฑ์สูงมากเลยทีเดียว

6. ไม่รู้ต้นทุนหรือไม่รู้รายได้ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ “มือใหม่” ซึ่งจะไม่ค่อยปรากฏกับผู้ประกอบการที่ได้เคยทำธุรกิจมาแล้ว เนื่องจากไม่สามารถคำนวณต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ การตกแต่งปรับปรุง หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียม เงินเดือน ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการซื้อสินค้า ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ทั้งก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และช่วงที่เริ่มดำเนินการธุรกิจแล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่การประมาณการเกี่ยวกับ ต้นทุนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ดังกล่าว มักจะต่ำกว่าความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก หรือจะเป็นในทางที่คิดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในทางที่น้อยที่สุด ในขณะที่เมื่อเริ่มทำธุรกิจไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยว กับค่าใช้จ่ายมักจะเป็นไปในทางที่มากที่สุดอยู่ เสมอหรืออาจจะเรียกว่า “งบบานปลาย”

ทำให้เมื่อทางธนาคารพิจารณาเกี่ยวกับโครงการ หรือธุรกิจที่ขอกู้แล้วเห็นว่าต้นทุนของธุรกิจที่ระบุไว้ดังกล่าว ต่ำเกินกว่าที่ธุรกิจในลักษณะดังกล่าวโดยทั่วไป จะดำเนินการได้จริงตามที่ระบุไว้ ทำให้ธนาคารอาจที่ จะปฏิเสธการให้กู้แก่ ผู้ประกอบการหรืออาจให้มีการ ปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับประมาณการในการลงทุน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นไปในทาง การปฏิเสธเนื่องจากการ ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดหรือคำนวณ ในด้านต้นทุนของธุรกิจ อย่างถูกต้องได้ ย่อมแสดงว่าผู้ประกอบการรายนั้น ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับธุรกิจที่ตนเองจะทำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการขาดเงินทุนหมุนเวียนใน การดำเนินกิจการในอนาคตได้

นอกจากนี้การไม่รู้ต้นทุนที่ถูกต้องยังส่งผลให้การคิด หรือคำนวณจำนวนเงิน หรือวงเงินที่ใช้กู้เงินจากทางธนาคารผิดพลาดจากความเป็นจริง และบ่อยครั้งที่พบว่ามูลค่าหลักประกันของธุรกิจที่มีอยู่ ไม่เพียงพอกับการค้ำ ประกันวงเงินสินเชื่อเมื่อมี การคำนวณตาม ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจได้ นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของรายได้ที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ ว่าธุรกิจหรือบริการมีที่มาของรายได้ในลักษณะใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประมาณการทางการขาย ประมาณการเกี่ยวกับรายได้ ลักษณะเงื่อนไขต่างๆในการค้า เช่น ขายเงินสด ขายเงินเชื่อ การเข้ามาของรายได้ ความสม่ำเสมอของรายได้ที่เกิดขึ้นของธุรกิจ รวมถึงที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การที่ไม่รู้ว่าลูกค้า ที่จะซื้อสินค้าเป็นใคร หรือไม่รู้ว่าลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจคือใครนั่นเอง โดยคิดว่าถ้าเริ่มดำเนินธุรกิจ ไปแล้วจะสามารถหาลูกค้าได้จากการ ดำเนินการของกลยุทธ์ทางการตลาดที่กำหนดไว้เหล่านี้เป็นต้น การที่ไม่รู้ถึงต้นทุนหรือการไม่รู้ถึงราย ได้ของธุรกิจจึงกลาย เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่สำคัญในโอกาสที่จะถูกปฏิเสธจากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จากความไม่เชื่อถือในความสามารถในการบริหารธุรกิจของผู้ประกอบการ

7. ไม่รู้ข้อจำกัด ถือเป็นปัจจัยที่อาจ เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใหม่หรือเก่า ในการติดต่อขอกู้เงินจากทางธนาคาร ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของธุรกิจที่ไม่ใช่ว่าทุกๆธนาคารไม่ว่า จะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของภาครัฐ จะให้วงเงินกู้กับทุกๆธุรกิจหรือให้บริการทุกๆด้านทางการเงิน เช่น ธุรกิจที่ทำทางด้านการเกษตรพื้นฐานอาจติดต่อ ขอเงินกู้ได้เฉพาะจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น เพราะธนาคารอื่นๆอาจจะปฏิเสธเนื่องจากไม่มี บริการเงินกู้เกี่ยวกับการเกษตรพื้นฐานดังกล่าว ในขณะที่ถ้าเป็นธุรกิจในรูปอุตสาหกรรมถ้า ไปยื่นขอกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ก็จะได้รับการปฏิเสธจากทางธนาคารเพราะว่า ไม่มีบริการให้กู้แก่ธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นต้น

โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความคาบเกี่ยวระหว่าง 2 ลักษณะ เช่น มีทั้งลักษณะของเกษตรพื้นฐานและอุตสาหกรรมผสมผสาน อาจได้รับการปฏิเสธจากทั้งธนาคารที่มีบริการเงินกู้ทางการเกษตร และจากธนาคารที่มีบริการเงินกู้ทางอุตสาหกรรม เนื่องจากตีความว่าเป็นธุรกิจที่ไม่อยู่ใน ข่ายให้บริการก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต (แต่ทั้งนี้ปัจจุบันความคลุมเครือเกี่ยวกับ การตีความของลักษณะของธุรกิจในการให้บริการเงินกู้ ค่อนข้างคลี่คลายลงหรือมีความชัดเจนขึ้น โดยการพิจารณาอาจจะมุ่งเน้นที่ตัวราย ได้หลักของกิจการว่าเกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือ ลักษณะการดำเนินการใดของธุรกิจเป็นสำคัญ รวมถึงการระบุถึงลักษณะการให้บริการเงินก ู้แก่ประเภทธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น) หรืออาจเป็นเรื่องบริการด้านการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารบางแห่งไม่สามารถออกเช็คได้ แต่จะมีการให้ให้บริการเฉพาะตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่มีการใช้เงินหมุนเวียนทุกๆวัน อาจจะไม่สะดวกกับการกู้เงินหรือการใช้ บริการทางการเงิน กับธนาคารดังกล่าวที่มีบริการให้เฉพาะตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือการที่ทางธนาคารไม่มีความชำนาญ หรือไม่สามารถให้บริการในบางประเภท เช่น การเปิด L/C หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศ ก็อาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านการส่งออก

ดังนั้นในการกู้เงินแล้วธุรกิจก็สมควรเลือก ใช้บริการหรือติดต่อขอกู้เงิน กับทางธนาคารที่คิดว่าน่าที่จะเหมาะสม กับธุรกิจของตนให้มากที่สุด เพราะมิฉะนั้นถึงแม้ว่าธนาคาร เหล่านี้จะไม่ปฏิเสธและให้เงินกู้แก่ผู้ประกอบการ แต่ทว่าหลังจากดำเนินการธุรกิจ ไปแล้วช่วงหนึ่งก็จะพบกับความไม่สะดวกในการดำเนินการ และอาจต้องเปลี่ยนธนาคารหรือทำการ Refinance ในที่สุด อันเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งในการดำเนินการ และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นอีกด้วย

นอกจากในเรื่องเกี่ยวกับ “เงื่อนไข” บางอย่างเกี่ยวกับการพิจารณาการอนุมัติเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ ที่อาจจะไม่ได้เปิดเผยให้ทราบหรือประชาสัมพันธ์ ให้ลูกค้าของทางธนาคารทราบโดยทั่วไป หรือเป็นข้อมูลหรือเงื่อนไขภายในที่เป็นที่รู้กัน เฉพาะเจ้าหน้าที่ อันอาจมาจากนโยบายที่กำหนดขึ้นเป็นการภายในจากทางธนาคารเอง ตัวอย่างเช่น ธนาคารบางแห่งจะไม่อนุมัติให้กับผู้ประกอบการที่เคยมีประวัติ NPL มาก่อน แม้ว่าลูกค้าดังกล่าวจะได้มีการปรับปรุง โครงสร้างหนี้หรือได้ทำการแก้ไขหนี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม เพราะถือว่าผู้ประกอบการอาจจะมีลักษณะ ของการขาดวินัยทางการเงิน หรือพูดง่ายๆว่าธนาคารไม่ต้องการที่ จะเสี่ยงกับลูกหนี้ที่เคยมีประวัติ NPL นั่นเอง

หรือบางธนาคารก็อาจจะไม่อนุมัติให้กับ ผู้ประกอบการใหม่ที่ไม่เคยทำธุรกิจใดๆมาก่อนเลย เป็นต้น แม้ว่าจะได้มีการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เกี่ยว กับการสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใหม่หรือเคยมีประวัติ NPL ก็ตาม ซึ่งการรู้ถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับการ “ให้กู้” หรือ “ไม่ให้กู้” ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการที่ผู้ประกอบการควรจะรู้ก่อน ไปดำเนินการติดต่อขอกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินใดๆ เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการทราบถึงโอกาสได้รับ เงินกู้หรือไม่ถูกปฏิเสธจากทางธนาคาร หรืออาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ยื่นกู้ไม่ผิดที่” นั่นเอง

อีกประการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้อง รู้เกี่ยวกับการให้กู้จากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็คือ เรื่องของสัดส่วนของเงินกู้เมื่อเปรียบเทียบ กับทุนที่ผู้ประกอบการมีอยู่ หรือเรียกกันว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือที่มักจะได้ยินกันอยู่เสมอว่า D/E Ratio ซึ่งในปัจจุบันแล้วโดยทั่วไปแล้วธนาคารมัก จะกำหนดอัตรา ส่วนหนี้สินต่อทุนสำหรับให้กู้แก่ผู้ประกอบการนี้ในระดับ 1 : 1 ความหมายก็คือธนาคารจะให้กู้เงิน 1 ล้านบาทถ้าผู้กู้มีเงินทุนของตนเอง 1 ล้านบาท แต่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนดังกล่าวก็อาจยืดหยุ่นได้ตามความ เหมาะสมตามการพิจารณา ของธนาคารสำหรับผู้ประกอบการหรือธุรกิจบางราย เช่น ประมาณ 2 : 1 หรือ 3 : 1 โดยขึ้นอยู่กับความน่าสนใจและศักยภาพของโครงการ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอัตราส่วน 1 : 1 ถือเป็นเกณฑ์ มาตรฐานในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยทั่วไปในปัจจุบัน

ทำให้ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการลงทุนในธุรกิจในวงเงิน 5 ล้านบาท แต่ตัวผู้ประกอบการมีทุนของตนเองเพียง 1 ล้านบาท แล้วหวังว่าจะกู้เงินจากธนาคารอีก 4 ล้านบาทมาดำเนินการตามโครงการ โอกาสที่ผู้ประกอบการจะได้รับปฏิเสธจากทางธนาคาร จึงมีอยู่สูงมากหรืออาจว่าได้รับการปฏิเสธเป็นที่แน่นอน ซึ่งในกรณีที่ยืดหยุ่นที่สุดอาจเป็นทางธนาคารให้กู้ในวงเงิน 3 ล้านบาท แต่ผู้ประกอบการต้องหาทุนมาเพิ่มอีก 1 ล้านบาทรวมเป็น 2 ล้านบาท เป็นต้น (ในอดีตก่อนหน้ายุคฟองสบู่แตกอัตราส่วนหนี้สินต่อ ทุนสำหรับการให้กู้อยู่ในระดับ 2 : 1 หรือ 3 : 1 เป็นเกณฑ์พื้นฐาน ในบางโครงการหรือบางธุรกิจโดยเฉพาะด้านธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์อาจอยู่ถึงระดับ 10 : 1 หรือมากกว่าก็มี แต่ในปัจจุบันไม่มีการให้กู้โดยใช้ระดับอัตราส่วนดังกล่าวอีกแล้ว ส่วนกรณีที่หลักประกันไม่เพียงพอต่อวงเงินสินเชื่อ โดยมีความจำเป็นต้องใช้บรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาร่วมค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการกับทางธนาคาร จะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้)

8. ไม่สามารถผ่อนชำระ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารจะปฏิเสธการให้กู้แก่ผู้ประกอบการ ถ้าหากธนาคารได้พิจารณาแล้วว่าผู้ประกอบการหรือ ธุรกิจนั้นไม่มี ความสามารถเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินกู้ตามวงเงินที่ขอกู้ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการที่ธุรกิจ มีกระแสเงินสดจากผลกำไรหรือผลการดำเนินการของธุรกิจ ที่ไม่เพียงพอ หรือมียอดคงเหลือภายหลังการชำระเงินกู้แล้วคงเหลือน้อย เกินไปเกินกว่าที่จะใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้ กรณีที่เกิดขึ้นนี้สามารถแยกออกได้เป็นหลายกรณี

ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างกำไร ทางบัญชีที่มีความแตกต่างจากกำไรที่เป็นเงินสด โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีลักษณะของการให้เครดิตการค้า ที่จะทำให้ส่วนใหญ่ แล้วกำไรที่เกิดขึ้นทางบัญชีจะแตกต่างจากกำไรของเงินสดคือ มีมูลค่าที่ปรากฏของกำไร ทางบัญชีส่วนใหญ่แล้วจะมีมากกว่ากำไรที่เป็นเงินสดที่ธุรกิจรับจริง เนื่องจากกระแสเงินสดถือ เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณอนุมัติเงินกู้ เพราะเงินสดคือเป็นปัจจัย สำคัญในการดำเนินการและความอยู่รอดของธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ของการประมาณ การในเรื่องของกำไรขาดทุนสำหรับธุรกิจของผู้ประกอบการ จะมาจากการประมาณเกี่ยวกับ ตัวเลขของรายรับเปรียบเทียบกับ รายจ่ายของธุรกิจโดยแสดงไว้ในงบกำไรขาดทุน แต่มักจะไม่มีการจัดทำงบกระแสเงินสด เพื่อดูว่าเงินสดในกิจการมีจำนวนเท่าใด ซึ่งทำให้บ่อยครั้งที่พบว่าการดำเนินการ ของธุรกิจมีผลกำไรแต่กลับไม่มี กระแสเงินสดที่เพียงพอคงเหลือในธุรกิจ (ถือเป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่เกิดขึ้นกับระบบธุรกิจไทย เนื่องจากตามกฎหมายแล้วธุรกิจจะส่งเพียงงบการเงินหลักเพียง 2 ประเภท คือ งบดุล และงบกำไรขาดทุน โดยไม่ต้องจัดส่งงบกระแสเงินสด ยกเว้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่มีความคุ้นเคยหรือไม่สามารถ จัดทำงบกระแสเงินสดได้ ทั้งที่การดำเนินการ และความอยู่รอดของธุรกิจขึ้นอยู่กับกระแสเงินสด ของกิจการเป็นสำคัญ)

หรือในอีกกรณีหนึ่งอาจ เป็นผลมาจากการที่ธนาคารพิจารณาว่าธุรกิจ หรือตัวผู้ประกอบการมีภาระหนี้สินอื่นๆอยู่เดิมทั้ง ที่เป็นจากธุรกิจหรือหนี้สินส่วนตัว ซึ่งเมื่อรวมค่าผ่อนชำระเงินกู้สำหรับธุรกิจใหม่หรือ การขยายธุรกิจที่มีอยู่เดิม จะส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือธุรกิจมีภาระค่าใช้ จ่ายเกี่ยวกับเงินกู้ในระดับที่เกินกว่าที่ภายหลังการชำระ จะสามารถดำเนินการหรือดำรงชีพได้โดยปกติ หรือกระแสเงินสดที่มีอยู่อาจจะอยู่ในระดับที่อาจ ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์บางประการขึ้นอันทำ ให้รายได้ต่ำกว่าประมาณการที่คาดคะเนไว้ เป็นต้น

9. ไม่มีการเตรียมตัว ถือเป็นปัจจัยที่อาจ จะไม่ส่งผลร้ายแรงถึงระดับที่จะถูกปฏิเสธจากทางธนาคาร แต่บางครั้งก่อให้เกิดความล่าช้าในการติดต่อหรืออนุมัติ วงเงินกู้จากทางธนาคาร ตัวอย่างเช่น การไม่มีเอกสารประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น งบการเงิน ใบอนุญาติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เอกสารเกี่ยวกับยอดขาย เอกสารเกี่ยวกับลูกค้า เอกสารเกี่ยวกับรายได้หรือรายจ่ายต่างๆ เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาการขอเงินกู้ เป็นต้น นอกจากนี้การไม่มีการเตรียมตัวในสิ่งที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสารประกอบกับการกู้เงิน เช่น สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง การกำหนดหรือจัดทำสัญญาจะซื้อจะขาย เงื่อนไขต่างๆในการโอนทรัพย์สิน การจัดทำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการติดต่อ หรืออนุมัติวงเงินกู้จากทางธนาคาร หรืออาจเป็นกรณีที่ไม่มีการจัดเตรียมแผนธุรกิจไว้ก่อนล่วงหน้า

ทำให้เมื่อทางธนาคารเรียกแผนธุรกิจประกอบการ ขอกู้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลา ในการดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ หรืออาจจะเป็นเรื่องของการประเมิน ราคาทรัพย์สินที่ต้องมีการติดต่อ และดำเนินการว่าจ้างบริษัทประเมินราคาทรัพย์สิน เพื่อจัดทำรายงานประเมินราคาทรัพย์สินประกอบการพิจารณา เป็นต้น และในเรื่องบางอย่างนอกเหนือออกไป เช่น การที่ผู้ประกอบการไม่มีการเตรียมตัว หรือไม่ทำความเข้าใจในแผนธุรกิจที่ จะนำเสนอต่อทางธนาคารหรือสถาบันการเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจเอง หรือใช้บุคคลภายนอกหรือมืออาชีพเป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจให้ ทำให้เมื่อต้องตอบข้อซักถามหรือมีข้อสงสัยจากเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถชี้แจงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ถูกซักถามได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ธนาคารพิจารณาได้ว่า ผู้ประกอบการยังไม่มี ความรู้ความเข้าใจเพียงพอเกี่ยวกับธุรกิจที่ตนดำเนินการ อันอาจเป็นสาเหคุในการถูกปฏิเสธในการกู้เงินก็เป็นได้

10. มีทัศนคติเชิงลบ ถือเป็นปัจจัยประการหนึ่ง ที่อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกู้เงินจากทางธนาคารได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมาจากตัวผู้ประกอบการเองในเรื่องของทัศนคติ หรือการแสดงออกเกี่ยวกับการใช้บริการจากทางธนาคาร ซึ่งผู้ประกอบการอาจเคยมีประสบการณ์ที่เคยไป ใช้บริการหรือติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารอื่นมาก่อนหน้าแล้ว ได้รับการปฏิเสธในการให้กู้ เมื่อผู้ประกอบการเหล่านี้มาติดต่อขอกู้เงินกับ ธนาคารแห่งอื่นก็มักบ่น หรือตำหนิเกี่ยวกับธนาคารก่อนหน้าที่ปฏิเสธการ ให้กู้ว่าไม่มีความรู้เข้าใจในตัวธุรกิจของตน หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจ หรือจนถึงขั้นแสดงความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารโง่ไปเลยก็มี ซึ่งอาจรวมไปจนถึงการบ่นหรือตำหนิติเตียนเกี่ยวกับ นโยบายต่างๆของทางธนาคารหรือระบบสถาบันการเงิน ว่าไม่มีความจริงใจในการให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ

ทัศนคติหรือการแสดงออกด้านลบเหล่านี้ของ ผู้ประกอบการอาจจะส่งผลให้ธนาคารพิจารณา ว่าผู้ประกอบการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “บุคคลเจ้าปัญหา” หรือก็ “เพราะคุณเป็นอย่างนี้ ธนาคารนั้นถึงได้ปฏิเสธ”


ซึ่งจะทำให้ไม่ผ่านการประเมินในแง่ของการพิจารณาด้าน Character เกี่ยวกับตัวผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้อาจได้รับการปฏิเสธไปใน ที่สุดอันเนื่องมาจากทัศนคติเชิงลบของผู้ประกอบการนั่นเอง และบ่อยครั้งที่พบว่าผู้ประกอบการที่มีทัศนคติเชิงลบเหล่านี้ ได้เคยทำการติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารมาแล้วหลายแห่ง และธนาคารทุกแห่งที่ได้เคยติดต่อก็ล้วน แล้วแต่ปฎิเสธการให้กู้แก่ผู้ประกอบการในลักษณะนี้มาทั้งสิ้น

ดังนั้นสามารถสรุปปัจจัยทั้ง 10 ประการทั้งหมดซึ่งอาจกล่าวรวมทุกปัจจัยได้ว่า “8 ไม่ 2 มี” ก็คือ

1. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ

3. ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ

4. ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ

5. มีประวัติหนี้ NPL

6. ไม่รู้ต้นทุนหรือไม่รู้รายได้

7. ไม่รู้ข้อจำกัด

8. ไม่สามารถผ่อนชำระ

9. ไม่มีการเตรียมตัว

10. มีทัศนคติเชิงลบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัจจัยหลักๆ ประมาณ 10 ประการอันจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้ผู้ประกอบการ ถูกธนาคารปฏิเสธในการขอกู้เงิน แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการพึงเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนว่าธนาคารมิใช่องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิที่จะทำกิจการโดยไม่หวังผลกำไร เพราะเงินที่ให้ผู้ประกอบการกู้ก็คือเงินของผู้ฝากเงินหรือของประชาชนทั่วไปซึ่งอาจรวมถึงเป็นเงินของผู้ประกอบการนั่นเอง ซึ่งธนาคารจะต้องบริหารความเสี่ยงในการให้สินเชื่อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อให้เกิดผลกำไรจากการลงทุนในการให้สินเชื่อของทางธนาคาร ดังนั้นก่อนที่ท่านซึ่งเป็นผู้ประกอบการจะไปติดต่อเพื่อขอกู้เงินกับธนาคาร ควรพิจารณาถึงปัจจัยในการที่ท่านจะถูกปฏิเสธก่อนว่าท่านมีคุณสมบัติของปัจจัยทั้ง 10 ประการข้างต้นประการใดประการหนึ่งแล้วหรือไม่

บทความโดย : ศศิ คล่องพยาบาล (กุมภาพันธ์ 2549)
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

เทคนิคก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน

เทคนิคก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน

จะกู้เงินต้องรอบคอบ
ผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ไม่มีเงินพอที่จะซื้อบ้านด้วยเงินสด จึงมักจะต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน

1.จะกู้เงินต้องรอบคอบ
คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนจะซื้อบ้าน หรือได้ตัดสินใจซื้อและผ่อนดาวน์ค่าซื้อบ้านมาระยะหนึ่งแล้ว ช่วงต่อมาคุณก็จะต้องหาเงินกู้ในส่วน ที่ขาดเพื่อชำระราคาให้กับผู้ขาย ซึ่งในการกู้เงิน จำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความฝันในการมีบ้านเป็นของตนเองเป็นความจริง อย่างยั่งยืน ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง การกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน มีประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจ หรือตัดสินใจหลายประการ ดังเช่น จะกู้จำนวนเท่าใด จะกู้ระยะเวลานานเท่าใด จะกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่หรือลอยตัวดีกว่า จะต้องผ่อนชำระเงินงวดเท่าใด เงินงวดที่ผ่อนสัมพันธ์อย่างไรกับวงเงินกู้ ระยะเวลากู้ และอัตราดอกเบี้ย จะกู้เงินกับธนาคารไหนดี การกู้เงินต้องมีหลักฐานอะไร ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะได้รับการอนุมัติกู้ ธนาคารใช้หลักเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณาอนุมัติกู้ หรือหากยื่นกู้แล้วธนาคารไม่อนุมัติกู้ หรือกู้ได้น้อยจะทำอย่างไร กู้เงินทำไมต้องมีการประเมินค่าและทำจำนองด้วย ในการกู้เงินต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น สำหรับเอกสารคู่มือนี้ มุ่งจะให้คุณทราบถึงแนวทางเบื้องต้นในการเลือกสถาบันการเงิน ประเภทของสินเชื่อ กลไกสินเชื่อ รวมทั้งขั้นตอนการยื่นกู้เงิน เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจนกระทั่งคุณได้รับเงินกู้

2. การเลือกสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินที่จะให้คุณกู้เพื่อซื้อบ้านมีจำนวนมาก ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งปัจจุบัน สถาบันการเงินเหล่านี้ ต่างก็แข่งขันกันในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชน ประเด็นคือ คุณควรจะกู้ที่ไหนดี ที่จะช่วยให้เกิดการประหยัดเงินมากที่สุด และคุณได้รับความสะดวกสบายที่สุด ทั้งมีเงื่อนไขที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณมากที่สุด ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เงื่อนไขการกู้ และค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น จากนั้น จึงเลือกสถาบันการเงินที่ให้ประโยชน์กับคุณมากที่สุด และเมื่อคุณติดต่อขอข้อมูลจากสถาบันการเงินเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาจากเอกสารโบรชัวร์การโทรศัพท์สอบถาม การเข้าดู web site สถาบันการเงินหรือดูจากสื่อต่างๆ เช่น หนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการซื้อบ้าน คุณอาจสงสัยว่าแต่ละสถาบันการเงินมีอัตราเงินกู้ที่แตกต่างกัน และยังมีเงื่อนไขการกู้และ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่แตกต่างกันด้วย

3. การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการกู้ และการให้บริการต่างๆ
การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆนั้น ค่อนข้างจะซับซ้อนพอ สมควร ดังนั้น เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเงินกู้ดีขึ้น จึงขอนำเสนอรายการหลักๆประกอบการพิจารณา ดังนี้ ประเภทอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย เงินกู้ที่เสนอในตลาด มักมีอัตราดอกเบี้ยหลายแบบแตกต่างกัน ให้ลูกค้าเลือก ดังนี้

1) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate loan)
หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด
ณ ปัจจุบัน ตามประกาศนั้น จะใช้ไประยะหนึ่ง และต่อมาภายหลัง (ในช่วง 20-30 ปี)
อาจปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ซึ่งการปรับใหม่นี้ จะปรับเมื่อใดนั้น
ไม่สามารถจะทราบได้ ในบางปี อาจมีการปรับหลายครั้ง บางปีไม่มีการปรับเปลี่ยนเลยก็ได้ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย
อาจส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนได้ โดยเฉพาะหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในภายหลัง
เงินงวดที่ชำระรายเดือนเดิมอาจต้องมีการปรับสูงขึ้นได้

2) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate loan)
2.1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงท ี่หรือตายตัวตามประกาศของสถาบันการเงิน
ณ ขณะกู้ โดยไม่ปรับ เปลี่ยนขึ้นหรือลงตามสถานการณ์ ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน
ดังนั้น เงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือน ก็จะคงที่ตลอดระยะเวลากู้นาน 5-10-15-20 ปี ตามแต่ผู้กู้จะเลือก

2.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วง แรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี หลังจากนั้น จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว
ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้ ทั้งนี้ จะเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ณ ขณะนั้น

2.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันใด ในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี แต่ในระหว่างนี้ อาจกำหนดคงที่แบบขั้นบันได
เช่น คงที่ 3 ปี ปีแรกเท่ากับ 3.25% ปีที่สอง 4.25% ปีที่สาม 5.25% เป็นต้น หลังจากนั้น
จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้
ทั้งนี้ จะเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ณ ขณะนั้น

3) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan)
หมายถึงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 หรือ 5 ปี
ตลอดระยะเวลากู้นาน 25-30 ปี ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเคหะรวมใจ ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ
ปล่อยกู้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แต่ละช่วง จะคงที่โดยอิงกับต้นทุนพันธบัตรที่บวก 2.5% เช่น หากต้นทุนพันธบัตร 5%
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเท่ากับ 7.5% เป็นต้น เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจริงตามประกาศ
เมื่อคุณทราบประเภทเงินกู้แบบต่างๆที่ สถาบันการเงินเสนอให้บริการแล้ว ต่อมาคุณจะต้องพิจารณา เปรียบเทียบ
"อัตราดอกเบี้ยจริงตามประกาศ" ว่าที่ไหนให้เท่าใด สูงต่ำกว่ากันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไป หากเป็นเงินกู้ประเภทเดียวกัน
อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
จะทำให้เงินงวดรายเดือนที่ผ่อนชำระต่ำตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การกู้เงินมิใช่การกู้ระยะสั้นเพียง 2-3 ปี เท่านั้น
หากเป็นการกู้นานถึง 20-30 ปี ดังนั้น คุณจะต้องดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย หรือนโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงินในระยะยาวด้วย
นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาดูเงื่อนไขการกู้ การให้บริการ และค่าใช้จ่ายการกู้อื่นๆ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการกู้
ในการกู้เงิน นอกจากจะต้องดูเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้ว คุณจะต้องดูค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย ได้แก่

- ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน โดยปกติ สถาบันการเงินจะมีการคิดค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน
ซึ่งแต่ละสถาบันการเงินจะคิดไม่เท่ากัน

- ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะคิดค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ หรือ อาจเรียกชื่ออย่างอื่น เช่น
ค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์สินเชื่อ ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ เป็นต้น แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไม่คิดค่าธรรมเนียมนี้

- ค่าธรรมเนียมจดจำนองกับกรมที่ดิน ในการกู้เงิน หลังจากได้รับเงินกู้แล้ว จะต้องมีการจดทะเบียนจำนองกับกรมที่ดิน
ซึ่งผู้กู้มีภาระต้องจ่ายค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของวงเงินกู้ ตามกฎหมาย

- ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด (prepayment penalty) สถาบันการเงินส่วนใหญ่
จะคิดค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด โดยเฉพาะหากมีการชำระหนี้ทั้งหมด
เพื่อปิดบัญชีและไถ่ถอนจำนองออกไปภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของการกู้เงิน ทั้งนี้ แต่ละแห่งจะคิดมากน้อยแตกต่างกัน

เงื่อนไขการให้สินเชื่ออื่นๆ ได้แก่

- วงเงินกู้ โดยทั่วไป สถาบันการเงินจะให้กู้ประมาณร้อยละ 80 ของมูลค่าประเมิน หรือราคาซื้อขายบ้าน (สุดแล้วแต่ค่าใดจะต่ำกว่า)
อย่างไรก็ตาม การกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยบางประเภท เช่น เงินกู้สวัสดิการแก่พนักงานบริษัท ข้าราชการ
หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจจะมีการให้กู้สูงถึงร้อยละ 90 หรือ 100%

- ระยะเวลากู้ ในอดีตการกู้เงิน มักจะกำหนดระยะเวลากู้ได้นานประมาณ 15 - 20 ปี อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์และสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้กู้ได้นานถึง 30 ปี ทั้งนี้
ยิ่งกู้นาน เงินงวดที่ผ่อนชำระรายเดือนก็จะยิ่งลดลง อย่างไรก็ตาม
สถาบันการเงินส่วนใหญ ่มักจะกำหนดให้ระยะเวลา กู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้ว ไม่เกิน 70 ปี
เช่น หากอายุ 55 ปี จะกู้ได้สูงสุด 15 ปี เป็นต้น

- เงินงวดชำระหนี้ ปกติ เงินงวดชำระหนี้ มักจะกำหนดจ่ายเป็นเงินรายเดือนที่แน่นอน หากผู้กู้ชำระหนี้รายเดือนสม่ำเสมอ
เงินกู้นั้นจะหมดเมื่อครบสัญญากู้ อย่างไรก็ตาม กรณีกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินบางแห่งอาจคิดเงินงวดเผื่อไว้
โดยการคำนวณเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าตามประกาศ เช่น อัตราดอกเบี้ยตามประกาศ 6.5% ต่อปี
เวลาคิดคำนวณเงินงวด อาจจะคิดที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 1-2% โดยคิดที่อัตราดอกเบี้ย 7.5% หรือ 8.5% เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้กู้ กรณีที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในภายหลัง ผู้กู้จะได้ไม่ต้องชำระเงินงวดเพิ่มขึ้น
เพราะคิดเผื่อไว้แล้ว แต่หากอัตราดอกเบี้ยในภายหลังไม่เพิ่มขึ้น หรือกลับลดลง เงินงวดที่คุณชำระเกินไว้
ก็จะไปตัดหนี้เงินต้นมากขึ้นกว่าปกติ และจะทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา

- การตัดเงินต้น-ตัดดอกเบี้ยของเงินงวด โดยทั่วไป เงินงวดที่ชำระหนี้รายเดือน
จะประกอบด้วยดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน และเงินต้นบางส่วน ทั้งนี้ เงินงวดในปีแรกๆของการชำระหนี้
จะเป็นการชำระดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ และจะเป็นการตัดเงินต้นเพียงเล็กน้อย แต่ในปีหลังๆ เงินต้นจะถูกตัดมากขึ้นตามลำดับ
ทำให้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนค่อยๆลดลงตามลำดับ จนกระทั่งเป็นศูนย์ในปีสุดท้ายของสัญญากู้
ในกรณีที่ผู้กู้ กู้เงินแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินมักจะเปิดโอกาสให้ผ ู้กู้สามารถชำระเงินงวดเพิ่ม สูงกว่าปรกติได้ ซึ่งเงินที่ชำระเกินนั้น ก็จะไปตัดหนี้เงินต้นลง ซึ่งจะส่งผลให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่กำหนดในสัญญา อย่างไรก็ตาม กรณีกู้อัตรา ดอกเบี้ยคงที่ โดยทั่วไป สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ชำระเท่ากันทุกเดือน ไม่สามารถชำระมากกว่าได้ การให้บริการของสถาบันการเงิน ในการเลือกกู้กับสถาบันการเงินใด นอกจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่างๆแล้ว ผู้กู้อาจจะพิจารณาปัจจัยประกอบด้านอื่นๆด้วย


เช่น...
1) ความสะดวกในการยื่นกู้
ได้แก่ ผู้กู้สามารถเดินทางยื่นกู้ยังสำนักงานธนาคารหรือที่อื่นๆ ได้อย่างสะดวก ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
2) ความรวดเร็วในการอนุมัติกู้
ได้แก่ ผู้กู้สามารถทราบผลการยื่นกู้ หรือได้รับเงินกู้ได้รวดเร็วตามที่ต้องการ เช่น ในสองสัปดาห์ หรือเร็วกว่านั้น
3) ความสะดวกในการชำระหนี้เงินกู้
เช่น ผู้กู้สามารถชำระหนี้ผ่านบัญชีของสาขาธนาคารต่างๆได้อย่างกว้างขวาง
4) การต้อนรับและให้บริการที่ดีของพนักงาน
เช่น การต้อนรับและอำนวยความสะดวกต่างๆของพนักงาน ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี และการให้บริการต่างๆอย่างเต็มใจ รวดเร็ว และประทับใจ
5) การให้ความรู้และคำปรึกษาแนะนำดี
ี เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจ และคำแนะเกี่ยวกับการขอสินเชื่อในด้านต่างๆอย่าง จริงใจ และเป็นมิตรไมตรี
6) ชื่อเสียง ภาพพจน์ และความมั่นคงของธนาคาร
ได้แก่ การมีภาพพจน์ที่ดี ความมีชื่อเสียงมายาวนานในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย และความมั่นคงของธนาคาร

4. การยื่นกู้
หลังจากที่คุณพิจารณาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการให้กู้ และการให้บริการต่างๆแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกกู้กับสถาบันการเงินที่คุณพอใจต่อไป ซึ่งในการนี้ จะมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

4.1 การเตรียมหลักฐานประกอบคำขอกู้ ในการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน หรืออาคารชุด สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ผู้ขอกู้ จะต้องนำหลักฐานต่างๆต่อไปนี้โดยครบถ้วน ได้แก่
1) หลักฐานประจำตัว ได้แก่
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัว
- ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่า หรือใบมรณะบัตร
- สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)

2) หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่
ก. ผู้มีรายได้ประจำ
- ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง
- สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
ข. ผู้มีอาชีพอิสระ
- สำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
- บัญชีเงินฝาก พร้อม statement บัญชีเงินฝากกระแสรายวันย้อนหลัง 6 เดือน
- หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ
3) หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย
- สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด
- แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน
- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ
- ถ้าเป็นการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด
- รายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง
4) หลักฐานอื่นๆ
กรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี
- แบบก่อสร้างอาคาร
- หนังสืออนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
- หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี
- สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม
- statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้าย
กรณีมีผู้กู้ร่วม
จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมด้วย โดยปกติ ผู้ขอกู้จะต้องเตรียมหลักฐานต่างๆดังกล่าว
โดยครบถ้วนในวันยื่นกู้หากไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม
ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมาให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้การวิเคราะห์และอนุมัติกู้ล่าช้าออกไป

แหล่งที่มา : ธนาคารอาคารสงเคราะห์

เอกสารกู้เงิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์

เอกสารประกอบการกู้เงิน ธนาคารอาคารสงเคราะห

  1. สำเนาบัตรประชาชน/รัฐวิสาหกิจ/ข้าราชการพร้อมฉบับจริง
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน ทุกหน้า ทุกคนพร้อมฉบับจริง
  3. สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ในมรณะบัตร/ใบแจ้งความแยกกันอยู่ พร้อมฉบับจริง
  4. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรสพร้อมฉบับจริง
  5. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล(ถ้ามี)พร้อมฉบับจริง
  6. ใบรับรองเงินเดือน (ฉบับจริง) หรือ หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการข้อตกลง (ฉบับจริง)
  7. สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับรองเงินเดือนปัจจุบัน 3 เดือน ย้อนหลัง(ฉบับจริง )
  8. สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 12 เดือน หลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่น ๆ พร้อมฉบับจริง หรือ Statement ที่สถาบันการเงินออกให้พร้อมประทับตรารับรองทุกฉบับ
  9. สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วนฯ(ภงต.90, 91, ทวิ 50, หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย)
  10. หลักฐานการเสียภาษีเงินได้พร้อมใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน
  11. รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป
  12. สำเนาในประกอบวิชาชีพ, ในอนุญาตประกอบการ
  13. สมุดทะเบียนรถยนต์, รูปถ่ายรถยนต์ 2-3 รูป
  14. สำเนาสัญญาซื้อขาย/สัญญาวางมัดจำ/สัญญาเช่าซื้อการเคหะฯและหนังสือรับรองยอดคงเหลือ(กรณีซื้อ)
  15. สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของผู้ขาย (รับรองสำเนา)
  16. สำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน
  17. สำเนาสัญญาจำนอง
  18. ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน(กรณีไถ่ถอน)
  19. ใบขออนุญาตปลูกสร้าง/รื้อถอนอาคาร
  20. แบบแปลน รูปพื้น, ด้านข้างทั้ง 4 ด้าน , ด้านตัดขวาง
  21. สำเนาสัญญาจ้างเหมาปลูกสร้าง (กรณีปลูกสร้าง/ต่อเติม) พร้อมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับเหมา
  22. หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคารเลขที่.....................
  23. ใบประมาณราคาค่าปลูกสร้าง
  24. สำเนาสัญญาขาย/ให้ ฉบับกรมที่ดิน
  25. สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด)

เทคนิค การขาย ให้ถูกใจลูกค้า

เทคนิคการขาย

"งาน ขาย" ถือเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะเพื่อการจูงใจลูกค้า ดังนั้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การเสนอขาย เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายให้แก่องค์กร และการขยายฐานลูกค้าใหม่

เจาะลึก "ศิลปะการขาย"

ก่อน การขายสินค้าใดๆ ก็ตาม ผู้ขายจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการมากพอที่จะให้ข้อมูลแก่ ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องราคา ส่วนลด หรือเงื่อนไขต่างๆ ผู้ขายจะต้องแสดงออกผ่านคำพูดด้วยความมั่นใจ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นต่อสินค้า หรือบริการที่นำเสนอขาย
· พูด ให้เป็นธรรมชาติ โดยใช้คำพูดที่สุภาพ เช่นคำว่า สวัสดีค่ะ / ครับ ขออภัย ขอโทษ ขอบคุณ และเวลาพูดก็ควรมีหางเสียง อาทิ ค่ะ ครับ เป็นต้น
· หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์แสลง หรือศัพท์เฉพาะที่ลูกค้าฟังแล้วไม่เข้าใจ
· หมั่นเสนอแนะถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าหรือบริการ
· พยายาม ตอบข้อซักถามจากลูกค้า เพื่อลูกค้าจะได้รับทราบข้อมูลสินค้าหรือบริการที่เป็นจริงวิธีดังกล่าวจะ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายมากขึ้น
· อด ทนต่อสิ่งต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นได้ในระหว่างการสนทนา เช่น คำตำหนิ คำร้องเรียน การปฏิเสธ การโต้แย้งในเรื่องส่วนลดของสินค้าหรือบริการ โดยผู้ขายต้องไม่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวต่อลูกค้า

· สร้างสายสัมพันธ์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเก่าเกิดการซื้อซ้ำ รวมถึงช่วยบอกต่อ และชักชวนเพื่อน หรือญาติสนิทให้สนใจซื้อสินค้าด้วย

ขายอย่างไร ให้มีคนซื้อ

1. ผู้ขายต้องจูงใจลูกค้าด้วยเหตุผล หมายถึง การอธิบายคุณลักษณะ คุณภาพ พร้อมทั้งประสิทธิภาพของตัวสินค้าหรือบริการ โดยมีน้ำหนักเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือได้
2. ผู้ขายต้องจูงใจลูกค้าด้านอารมณ์ คือ สินค้าและบริการของผู้ขายมีส่วนช่วยให้ลูกค้ารู้สึกดีด้านใดบ้าง เช่น เมื่อเลือกใช้สินค้า หรือบริการของผู้ขายแล้ว ลูกค้าจะมีความสง่า ภูมิฐาน มีรสนิยม นำสมัย รู้สึกสบาย หรือมีความปลอดภัยจากอันตราย เป็นต้น
3. ผู้ขายต้องจูงใจลูกค้าด้วยระบบบริหารขององค์กร คือ มีระบบการจัดส่งสินค้าตรงเวลา ส่งสินค้าถูกต้องครบตามจำนวน มีบริการที่ดี หรือมีสินค้าให้เลือกมากมาย มีบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เป็นต้น

ที่มา : http://www.ismed.or.th/